ปัญหา

ต่างๆ ของชีวิต

ปัญหา

ต่างๆ

ของชีวิต

ฉันเบื่อ

ฉันเหนื่อย

ฉันสับสน!

มีใครเข้าใจฉันบ้าง?

Solution

1

Life Fitness > Fitness Life

ชีวิตฟิตเนส-> ฟิตเนสชีวิต

2

ส่งผลให้เกิด

กายฟิต จิตเฟิร์ม อารมณ์ดี ชีวีมีสุข

3

ส่งผลให้เกิด

สำเร็จอย่างมีความสุข
Easy, Happy & Freedom

An Introduction to Life Fitness

ในยุคที่ข้อมูลล้นโลก เราถูกกระตุ้นให้เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา และความเร็วในการได้คำตอบ

กลายเป็นกรงขังที่พันธนาการใจเราไว้ จนเราลืมถามคำถามสำคัญที่สุดของชีวิต —

“เราคือใคร? มาจากไหน? กำลังจะไปไหน?”

มนุษย์ในยุคนี้สะสมข้อมูลไม่รู้จบ หวังจะเติมเต็มบางอย่างภายใน แต่ยิ่งรู้มาก… กลับยิ่งหลงทาง

จากตัวเอง กระแสความวุ่นวายภายนอก ค่อย ๆ กัดกร่อนความสงบภายใน เราถูกเร่งให้รู้ ถูกเร่ง

ให้ทัน จนหลงลืมความเรียบง่าย และความจริงที่อยู่ตรงหน้า เมื่อโลกภายนอกหมุนเร็วขึ้น ด้วย

พลังของโซเชียล ใจเราก็ยิ่งแกว่งตามความเปลี่ยนแปลง กลายเป็นกับดักของความกลัว ความกังวล

และความเครียดที่สะสมอยู่เงียบ ๆ

เราจึงต้องกลับมาถามตัวเองว่า

เราดูแลชีวิตในแบบที่สมดุลพอหรือยัง?

นี่คือจุดเริ่มต้นของ Life Fitness Fitness Life

ที่ไม่ใช่แค่การดูแลร่างกาย แต่คือการสร้างความสมดุลให้ทุกมิติของชีวิต ร่างกายแข็งแรง จิตใจ

มั่นคง อารมณ์ที่เป็นกลาง กลับมารู้จักตัวเองอีกครั้ง ปล่อยวางสิ่งที่เคยยึดถือ อยู่กับปัจจุบัน

กับความจริงที่เรียบง่าย และในจังหวะเดียวกับธรรมชาติของชีวิต

Fit Body – Firm Mind – Strong Spirit – For Better Life

Life Fitness Practice

เครื่องมือสำหรับการเดินทางกลับสู่ธรรมชาติของตัวเอง ผ่านการผสมผสานแนวคิดแบบองค์รวม
ที่ช่วยคืนสมดุลให้ร่างกาย จิตใจ และอารมณ์

ปลดปล่อยร่างกาย

ความตึงเครียด คือพลังงานที่ถูกกดทับ การปล่อยให้ร่างกายได้สั่น ได้สะเทือน คือการคืนพื้นที่ให้ชีวิตได้ไหลเวียนอีกครั้ง

เสียง — ประตูแห่งการตื่นรู้

เสียงไม่ใช่แค่สิ่งให้ฟัง แต่คือคลื่นที่เปิดประตูไปสู่ความรู้สึกลึก ๆ เมื่อคุณฟังด้วยใจ ดนตรีจะพาคุณกลับไปหาตัวตนเดิม ที่เคยเชื่อมโยงกับโลกนี้อย่างอิสระ

พลังงาน คือ สนามแห่งความจำได้

ชีวิตไม่ได้ต้องการการซ่อมแซม แต่มันแค่ต้องการ “การระลึก” ว่า เราเคยเป็นใคร

Dancercise — การเคลื่อนไหวแห่งอิสรภาพ

เมื่อไม่มีนักเต้น เหลือเพียงการเต้น… การเคลื่อนไหวที่ไม่มีกรอบ ไม่มีรูปแบบ ปลดปล่อย เพื่อให้ร่างกาย จิตใจ กลับมาเป็นหนึ่งเดียวกัน

Shake Up Your Mind

ความคิดไม่ใช่ศัตรู แต่ถ้าคุณไม่เขย่ามัน มันจะวนซำ้ การสั่นสะเทือนภายใน คือการปลุกให้ตื่น สิ่งที่ชัดเจนจะเผยตัวขึ้นมาเอง

“Easy . Happy . Freedom .”

ที่มาของ Solution

จากชีวิตที่มีทุกอย่าง... สู่การเริ่มต้นใหม่

พ่อครูบัญชา ตั้งวงษ์ไชย เคยเป็นนักธุรกิจพันล้านในอเมริกา เคยวิ่งในสนามการเมืองไทย เคยครองทุกอย่างที่โลกเสนอให้ แต่ยิ่งสำเร็จ ยิ่งว่างเปล่า.. สิ่งรอบตัวที่มีทุกอย่าง…มันกลับน่าเบื่อไปหมด”

วันหนึ่ง ขณะที่ชีวิตเหมือนจะถึงทางตัน เกิดความเบื่อหน่ายเป็นที่สุด ตัดสินใจลองนั่งสมาธิเป็นครั้งแรกในชีวิต ในความเงียบนั้น พลังหมุนบางอย่างเคลื่อนตัวไปทั่วร่างกาย ร่างกายเคลื่อนไหวเองอย่างควบคุมไม่ได้ เหมือนถูกชำระล้างจากภายใน ในวินาทีนั้น.. เราหยุดนับถือพระพุทธเจ้า เพราะคำว่านับถือมันยังหยาบเกินไป เราขอถวายชีวิตแด่พระองค์”

จากนั้น… ทุกสิ่งเปลี่ยนไป จากนักธุรกิจสู่ผู้ตื่นรู้ ได้ลิ้มรสคำว่า “สบาย…โดยไม่ต้องสะดวก” วางทุกอย่างไว้เบื้องหลัง แล้วกลับมาใช้ชีวิตเรียบง่ายที่บ้านเกิด จ.อุบลราชธานี และที่นั่นเอง — ศูนย์พลาญข่อยได้ถือกำเนิดขึ้น พื้นที่ที่ผสมผสานแนวทางพุทธธรรม วิถีไทย และเศรษฐกิจพอเพียงเข้าด้วยกัน ด้วยประสบการณ์จากการคลุกคลีอยู่กับความทุกข์ของผู้คน จึงเชื่อมั่นว่าการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง ต้องเริ่มจาก “คน” โดยเฉพาะคนตัวเล็ก ๆ ที่มักถูกมองข้าม และหากจะเปลี่ยนแปลงชีวิตใครได้อย่างยั่งยืน ต้องดูแลให้ครบ — ทั้ง “จิตใจ สมอง และปากท้อง” จึงก่อตั้ง“ มูลนิธิเพื่อผู้ด้อยโอกาสศูนย์พลาญข่อย” เพื่อเป็นรากฐาน และโอกาสให้กับชุมชน

มูลนิธิเพื่อผู้ด้อยโอกาสศูนย์พลาญข่อย

เป็นองค์กรหลักที่สร้างสรรค์ และขับเคลื่อนโครงการทั้งหมด มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน ครอบคลุมทั้งด้านการศึกษา การพึ่งพาตนเอง และสุขภาวะของกาย จิต และอารมณ์ เพื่อให้ทุกคนมีชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถดูแลตัวเองได้อย่างแท้จริง พร้อมส่งต่อสิ่งดีงามคืนสู่สังคม

ทั้งหมดขับเคลื่อนผ่าน 3 แกนหลักของการทำงาน ได้แก่…

1. ศูนย์ปากท้อง (Agriculture Center)

ส่งเสริมการพึ่งพาตนเองผ่านวิถีเกษตรเพื่อชีวิต สร้างอาชีพ และความมั่นคงให้กับชุมชนเริ่มในปี 2533

2. ศูนย์จิตใจ (Mind Center)

เพื่อดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ทั้งร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ เริ่มในปี 2538

3. ศูนย์สมอง (Knowledge Center)

สนับสนุนการศึกษาให้กับเด็กผู้ด้อยโอกาส ได้แก่

  • รร.ศูนย์พลาญข่อย ต.โนนก่อ อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี จัดตั้งเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2548 เปิดสอนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
  • รร.ศูนย์พลาญข่อย 2 บ้านด่านเม่น ต.ช่องเม็ก อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี จัดตั้งเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2550 เปืดสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 – มัธยมศึกษาปีที่ 3

  • วิทยาลัยอาชีวศึกษาพลาญข่อย ต.ช่องเม็ก อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2561 เปิดสอนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ

ปัจจุบัน มีนักเรียนที่อยู่ในความดูแล ประมาณ 550 คน

Plarnkhoi Health Village

หมู่บ้านสุขภาพพลาญข่อย

ณ พื้นที่เล็ก ๆ ริมเขื่อนสิรินธร ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่ มีหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่เชิญชวน ให้เราหยุด หยุดความเร่งรีบ หยุดความคิด หยุดการวิ่งไล่ตาม เพื่อ “เริ่มต้นใหม่” กับชีวิตที่เรียบง่าย

Plarnkhoi Health Village คือ หมู่บ้านสุขภาพต้นแบบ ที่ต่อยอดจากแนวคิดของมูลนิธิฯ อย่างเป็นรูปธรรม เป็นที่รวมศูนย์จิตใจ และศูนย์ปากท้อง เปิดโอกาสให้ผู้คนกลับมารู้จักตัวเอง

ผ่านการใช้ชีวิตอย่างเป็นธรรมชาติ เรียบง่าย และเป็นอิสระจากการต้องเป็นอะไร ได้อยู่กับสิ่งที่เป็น ได้มองเห็นความจริงอย่างอ่อนโยน และเริ่มวาง…สิ่งที่ไม่จำเป็น

หม่บ้านแห่งการเรียนร้เพื่อชีวิต — กาย จิต อารมณ์

ศูนย์ปากท้อง:
อิ่มท้องอย่างมีคุณค่า

Don Café & Cuisine

ร้านอาหารสุขภาพในบรรยากาศอบอุ่น เสิร์ฟเมนูจากครัวธรรมชาติที่ปรุงอย่างใส่ใจทุกจาน ให้ความอร่อยและสมดุลในมื้อเดียว

วิสาหกิจชุมชนพลาญข่อย

แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ภายใต้แบรนด์ Plarnkhoi Own Farm สร้างอาชีพในชุมชน ภายใต้คำขวัญ “อร่อย อิ่มบุญ เพื่อทุนการศึกษา” รายได้กลับคืนสู่มูลนิธิฯ เพื่อสนับสนุนโครงการต่าง ๆ

เกษตรเพื่อชีวิต

ขบวนการผลิตอาหาร และปัจจัยพื้นฐานของชีวิต ด้วยแนวคิดเกษตรอินทรีย์ ที่เกื้อหนุนทั้งผู้ปลูก และผู้กิน เรียนรู้วิธีการปลูกผัก เลี้ยงสัตว์

ศูนย์จิตใจ:
ฟิ้นฟูสุขภาพแบบองค์รวม

ศูนย์แพทย์แผนไทย

บำบัดและดูแลร่างกายด้วยภูมิปัญญาดั้งเดิม เช่น การนวดแผนไทย การประคบสมุนไพร และยาสมุนไพรท้องถิ่น

โปรแกรมชีวิตฟิตเนส

ที่ไม่ใช่แค่การดูแลร่างกาย แต่คือการสร้างความสมดุลให้ทุกมิติของชีวิต ร่างกายแข็งแรง จิตใจมั่นคง อารมณ์ที่เป็นกลาง

Fit Body – Firm Mind – Strong Spirit – For Better Life

Plarnkhoi Health Village

ที่นี่ไม่ได้เปลี่ยนคุณ แต่เปิดพื้นที่ให้คุณได้เห็นตัวเองชัดขึ้น

คุณอาจไม่ได้กลับไปพร้อมคำตอบ แต่อาจกลับไปพร้อมใจที่เบาขึ้น และอยู่กับชีวิตได้ง่ายกว่าเดิม

Podcast รายการ “คนละ life”
กับพ่อครูบัญชา ตั้งวงษ์ไชย

FOMO

ep3.รายการคนละ LIFE * พ่อครูบัญชา ตั้งวงษ์ไชย ตอน FOMO วันที่ 28 ธันวาคม 2568

“รายการคนละ LIFE ” คือพื้นที่ของการมองโลกในแบบที่โลกไม่เคยมอง พื้นที่ ที่เรื่องธรรมดาๆ จะถูกมองผ่านประสบการณ์จริง ของผู้ที่ผ่านการตื่นรู้ สู่ความจริงที่คนทั่วไปไม่เคยได้เห็น สิ่งที่เราเห็น ไม่ใช่ทั้งหมดของความจริง เพราะชีวิต… มันลึกกว่าที่เราคิด “แค่เราเปลี่ยนมุมมอง ชีวิตก็เปลี่ยน”

ep2.รายการคนละ LIFE * พ่อครูบัญชา ตั้งวงษ์ไชย ตอน ดีที่สุดคือพอดี วันที่ 10 ธันวาคม 2568

“รายการคนละ LIFE ” คือพื้นที่ของการมองโลกในแบบที่โลกไม่เคยมอง พื้นที่ ที่เรื่องธรรมดาๆ จะถูกมองผ่านประสบการณ์จริง ของผู้ที่ผ่านการตื่นรู้ สู่ความจริงที่คนทั่วไปไม่เคยได้เห็น สิ่งที่เราเห็น ไม่ใช่ทั้งหมดของความจริง เพราะชีวิต… มันลึกกว่าที่เราคิด “แค่เราเปลี่ยนมุมมอง ชีวิตก็เปลี่ยน”

ep1.รายการคนละ LIFE * พ่อครูบัญชา ตั้งวงษ์ไชย ตอน เลือกทางไหน วันที่ 22 พฤศจิกายน 2568

“รายการคนละ LIFE ” คือพื้นที่ของการมองโลกในแบบที่โลกไม่เคยมอง พื้นที่ ที่เรื่องธรรมดาๆ จะถูกมองผ่านประสบการณ์จริง ของผู้ที่ผ่านการตื่นรู้ สู่ความจริงที่คนทั่วไปไม่เคยได้เห็น สิ่งที่เราเห็น ไม่ใช่ทั้งหมดของความจริง เพราะชีวิต… มันลึกกว่าที่เราคิด “แค่เราเปลี่ยนมุมมอง ชีวิตก็เปลี่ยน”

คำว่า FOMO หรือ Fear of Missing Out เป็นคำที่ไม่เคยมีมาก่อน เหมือนโควิดที่อยู่ดี ๆ ก็เกิดขึ้น แล้วเรำก็มีคำใหม่ว่า “New NormalFOMO ก็เช่นกัน — ไม่เคยมี แต่พอเกิดขึ้น กลายเป็นเหมือน “โรค” ชนิดหนึ่ง พ่อครูก็ลองนั่งดูว่า ทำไมสิ่งนี้ถึงเกิดขึ้น สาเหตุก็คือ โลกมันเปลี่ยน สังคมเปลี่ยน เพราะระบบทุนนิยม วัตถุนิยม ทุกคนก็ “นิยม” สมัยก่อนเราก็มีความอยาก แต่ อุณหภูมิของความอยาก มันยังไม่แรงเหมือนตอนนี้ ระบบทุนนิยมมันกลายเป็นเทคนิคของการจัดการ พอมีการแข่งขันเสรี ก็ไม่มีใครอยากแพ้ กลัวแพ้เพื่อน กลัวแพ้คู่แข่ง Fear ก็เลยแรงขึ้นเรื่อย ๆ

ในทางจิตวิญญาณ เขาใช้คำว่า “อารมณ์” มันเป็น feeling อย่างหนึ่ง เป็นเหมือน โรคอุปาทาน เหมือนตอนเด็ก ๆ เราไม่เคยเห็นผีเลย แต่พ่อแม่ก็บอกว่า “อย่าออกไปตอนกลางคืน เดี๋ยวผีออกมา” หรือ “อย่าออกไป เดี๋ยวตำรวจจับ” สุดท้ายเราก็ กลัวผี กลัวตำรวจ ทั้งที่ไม่เคยเห็น

FOMO ก็เช่นกัน มันเกิดขึ้นเพราะ สังคมแรงขึ้น การแข่งขันแรงขึ้น ความอยากแรงขึ้น ความกลัว

ก็เลยมากขึ้น กลายเป็น โรค ไปในที่สุด

เทคโนโลยีในสมัยก่อนมี 3G 4G จนถึง 5G พ่อครูก็ถามว่า… คนที่สร้าง 3G ขึ้นมาแรก ๆ เขารู้จริงไหม? ถ้ารู้จริง… แล้วทำไมถึงต้องเปลี่ยนเป็น 4G 5G 6G?

เขารู้แค่ตอนนั้น แล้วเขาก็คิดว่าเขาเก่งแล้ว แต่เพราะ ความอยาก เขาก็ต้องพัฒนา จริง ๆ แล้วเขาเองก็มี FOMO กลัวแพ้คู่แข่ง ผู้บริโภคก็กลายเป็นเหยื่อ ถ้าเราไม่ใช้ เราก็กลัวว่าจะสู้เพื่อนไม่ได้ สู้คู่แข่งไม่ได้ ทั้งนักเรียน ทั้งนักธุรกิจ มันก็เลยลามไปทั้งโลก แล้วมันก็ ไม่หยุดอยู่แค่นั้น มันจะเร็วขึ้น แรงขึ้น ไปเรื่อย ๆ ทีนี้เมื่อเรารู้แล้วว่า มันเป็นแบบนี้ เราจะทำยังไง?

เหมือนนักกีฬา…เรารู้ว่าเราต้องแข่งขัน เราก็เตรียมตัวให้พร้อมทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ แต่บางทีร่างกายแข็งแรง… จิตใจไม่แข็งแรง ความกลัวมันก็เกิดขึ้น เหมือนเราตีกอล์ฟ – ถ้าเราตีเพราะอยากตี ก็ไม่เป็นไร แต่พอไปแข่งขัน FOMO มันก็เกิดขึ้น มันเป็น อุปาทาน เพราะเราไม่ใช่หุ่นยนต์ เรามี Feeling พอมี Feeling ก็อยากให้มันดี อยากให้มันแรงขึ้น ตัวอยาก นี่แหละ ที่ทำ ให้วงสวิงเพี้ยน เป็นเพราะ FOMO กลัวพลาด กลัวตกขบวน

พอมาเจอยุคสังคมข่าวสารไร้พรมแดน มันก็ครอบคลุมทั้งประเทศ ทั้งโลก ทุกคนก็กลัวหมด มหาวิทยาลัยก็กลัว ก็ต้องสร้างเครื่องมือมาแข่งกัน แต่พอเราเรียนจบ… เทคโนโลยีก็เปลี่ยน ตอนเรียนใช้ 3G พอจบกลายเป็น 5G แล้วยังไง? มัน Never Finish – ไม่มีวันจบ

ในยุคนี้ คนจำนวนมากเหมือนถูกปลุกเร้า ให้เป็นนักสู้ ต้องสู้ตาย แต่จริง ๆ แล้ว สิ่งเหล่านี้กระตุ้นอารมณ์เรา จนเราเครียดหมด ถ้าเราเข้าใจชีวิต พอใจในสิ่งที่เรามี รู้จัก “พอเพียง” ไม่ใช่ “ขี้เกียจ” แค่ขยันขันแข็งก็เพียงพอ ดิ้นรนขวนขวายก็มากไป อยู่เย็นเป็นสุขก็เพียงพอ มั่งมีศรีสุขก็มากไป มันเป็น Unlimited

แต่ตอนนี้…คนส่วนใหญ่ไม่หยุดที่ขยัน เรา “ดิ้นรน” เพราะกลัวจะแพ้ เราก็เลย Overload พอ Overload เราถึง Fear รู้สึกเครียด ความกลัวทำให้ชีวิตเราเสื่อม

ถามว่ามันดีไหมสำหรับคนทั่วไป ตอบว่าไม่ดี ไม่ใช่ว่าไม่มี FOMO แล้วจะกลายเป็นคนขี้เกียจ ไม่รับผิดชอบ แต่ถ้าเรารู้ว่า…ทุกวินาทีที่เราหายใจอยู่นี้ มันคือหน้าที่ของร่างกาย ไม่ใช่เพราะความอยาก ไม่ใช่เพราะต้องมีใครมากระตุ้น แค่ ทำเพราะทำ ก็พอแล้ว

แต่ตอนนี้เราถูกกระตุ้นให้แข่งขัน จนต้องกินเครื่องดื่มชูกำลัง กินยากระตุ้น เพื่อเอาเปรียบกัน แล้วสุดท้าย… ร่างกายก็ทรุดโทรม เพราะอะไร? เพราะ “อุณหภูมิของ FOMO มันแรงไป”

วงการหมอจิตวิทยา เขาก็เริ่มวิจัยแล้วว่าโรคแบบนี้เกิดเพราะอะไร ป้องกันยังไง แต่ส่วนมากเขาป้องกันด้วยยา ปวดหัวก็กินยา เครียดก็กินยา มันเป็นปลายเหตุ เพราะร่างกายกระทบแล้ว

แต่ที่พ่อครูเห็น พ่อครูเปลี่ยน มันแก้ที่ต้นเหตุเลย เพราะคุณคิดไง คุณอยากแรงใช่ไหม คุณก็คิดไม่บันยะบันยัง มันก็เป็นกรรม โดยทรมานตัวเอง

แต่พอพ่อครูระเบิด พ่อครูเปลี่ยนเลย พ่อครูไม่มีอนาคต พ่อครูไม่ต้องคิด ไม่น่าเชื่อ คนคนหนึ่ง “ไม่คิด” ก็ได้ อย่างทาร์ซาน ไม่มีเงิน ก็ไม่ต้องคิด เรา “คิด” เพราะเรายังมีอนาคต แต่ถ้าเราไม่มีอนาคตเลย จะคิดไปทำไม? หลังจากระเบิด พ่อครูทำเพราะทำ ไม่ได้ทำจากความคิด บางทีพอครูจะสร้างอะไรเดินดู 3 รอบ ก็ออกแบบ 10 นาที แล้วสร้างเลย ไม่ต้องคิด

แต่ถ้าคิดวิเคราะห์ ก็จะติดกรอบ บอกว่าอันนี้ไม่ได้นะ ขัดจรรยาบรรณ ผิดกฎหมาย หลายอาคารที่สร้าง ถ้าวิศวกรคิด เขาไม่กล้าสร้าง แต่มันก็ไม่ล้ม

เราใช้ปัญญา ไม่ได้ใช้ความรู้ ถ้าใช้ความรู้ แล้วคิดตามความรู้ เราจะกลัวไปหมด เราจะ Fear

เพราะ “ อนาคต” เราจึง “ต้องคิด”

เพราะ “คิด” เราจึง “กลัว”

นี่แหละ… FOMO

Follow… It means Behind ตามคืออยู่ข้างหลัง เราไม่จำเป็นต้องทำตามเขา แต่เราก็ไม่ได้ปฏิเสธหรือขัดแย้งสิ่งที่เขาทำ แต่ถ้าเรากระตุ้นตัวเองว่า “ต้องทำตาม ไม่งั้นสู้เขาไม่ได้” นั่นคือการสร้างอุปาทานขึ้นเอง ทำให้เราไปบล็อกตัวเอง

เด็กที่มาฝึกที่ศูนย์ จบโท กำลังทำดอกเตอร์ เขาถาม พ่อครูก็บอก เขาก็เขียน แต่พอเสนอรายงาน อาจารย์บอกว่า “ถ้าแบบนี้สอบตก เพราะเอาปัญญาตัวเองมาเขียนไม่ได้ ต้องมีอ้างอิง เช่น ทฤษฎีไอน์สไตน์” ถ้าเราแค่เอาความรู้ไอน์สไตน์มาเขียน นั่นไม่ใช่ปัญญาของเราเอง ถ้าจะก้าวหน้า ต้องเก่งกว่าไอน์สไตน์ แต่ตอนนี้การศึกษาเขากลัวเรื่องนี้ คนให้คะแนนก็ต้องทำตามหลักการ ถ้าไม่ทำตามผิดกฎ นี่คือกรอบที่ตีไว้ตั้งแต่แรก คือ Fear คือ FOMO โดยเฉพาะในเมืองไทย วิทยานิพนธ์ห้ามคิดนอกกรอบ ต้องอ้างอิงทฤษฎีที่คนอื่นทำมาแล้ว แปลว่าเราค้นคว้าความรู้นั้นมาแล้ว แต่ถ้าความรู้นั้นจริง…ทำไม 3G ถึงกลายเป็น 5G?

ปัญญาต้องเกิดจากตัวเราเอง แต่กลัวคิดนอกกรอบเพราะขัดหลักวิชาการ ความรู้ต้องเรียน แต่ต้องเรียนจนเก่งกว่า ถ้าเอาทฤษฎีไอน์สไตน์มา ต้องกล้าแหกโผ ต้องเก่งกว่าไอน์สไตน์ แล้วทำไมยังเป็นแค่ copy? พวกเรามีโอกาส แต่ถ้ายังคิดอยู่ในกรอบนี้ มนุษย์ก็แค่ตามหลัง นี่คือ FOMO แบบ FOLLOW อยู่ข้างหลัง แล้วเมื่อไหร่จะก้าวหน้า? ความกลัวทำให้เสื่อม

ที่ศูนย์ พ่อครูไม่ได้แสดงธรรมด้วยคำพูด แต่พ่อครูทำ คนที่ศรัทธาพ่อครูก็ทำตาม ไม่ถามสักคำเดียว เสร็จงานทุกอย่าง อันนี้เรียกว่า ทำด้วยปัญญา ไม่ใช่ทำด้วยความรู้ (Knowledge) แต่ยุคนี้ เป็นยุค Knowledge-Based Society ทุกคนแสวงหาความรู้ แต่ไม่กล้าแสวงหาความจริง เพราะถูกบล็อกว่า “อย่าคิดนอกกรอบ” ตัวเองไม่รู้จะตอบยังไง ก็เลยบล็อกเราอีกที เราติดอยู่ในกรอบ เราหาความรู้เพื่อเข้าถึงความจริง แต่ตอนนี้กลับแค่ copy ความรู้รุ่นต่อรุ่น

นี่แหละ Knowledge-Based Society ที่ขาด Wisdom

คำว่า Feeling เวลารู้สึกทุกข์ ความรู้สึกนี้เรียกว่าอะไร? Feel… Feel Suffering มันเป็นแค่ Feeling ไม่ใช่ความจริง Feel Happiness มันจริงหรือ? ถ้า Feeling ทำให้เราสุขได้ ก็ไม่ต้อง เรียนอะไรเลย ก็สร้าง Feeling ให้สุขตลอดได้ไหม? เห็นไหม? แล้วทำไมเราทำไม่ได้? บางครั้งก็สุข บางครั้งก็ทุกข์ เพราะฉะนั้น Feeling ไม่ใช่ของจริง

It’s not the truth. It’s just only Feeling.

ตรงนี้แหละ เราต้องเรียน Knowledge แต่ไม่ใช่จบแค่นั้น เราต้องเอา Knowledge พัฒนาไปสู่ Wisdom แล้วเราจะกล้าแหกโผ คิดนวัตกรรมใหม่ๆ แต่ตอนนี้การศึกษากลัว ได้เปรียบเสียเปรียบ เด็ก ป.1 บวกเลข 1+2 = 3 บังเอิญเขาเขียน 2+1 = 3 ครูก็บอกผิด เพราะคิดนอกกรอบไม่ได้ เขาต้องการให้ทุกคนเท่าเทียม แต่จะเท่าเทียมได้ยังไง? นิสัยจริตก็ไม่เหมือนกัน IQ ก็ไม่เหมือนกัน

จริงๆ แล้ว เรากลัวความจริง เราต้องการความรู้ที่บันทึกไว้แล้ว ทุกคนต้อง Copy หมด ถ้าไม่ Copy ก็ผิดกฎหมาย มันเลยกลายเป็นสังคมแบบนี้

คนรุ่นใหม่บางทีก็อยากหาคำตอบ แต่ไม่กล้าคิดนอกกรอบ คุณจะทำยังไง? ถ้าไม่ตามเขา เราก็กลัว อยู่แล้ว เรามี FOMO เราก็รู้ว่าเราไม่ทัน แล้วจะตามเขาทำไม? ตามไปก็ไม่ทัน ไม่ต้องตาม มาดูว่าเรามีกำลังแค่ไหน ทำแค่ไหน บางทีเรากำลังแรง เดินเร็วกว่าเขาก็เดินเร็วกว่าเขาได้ เดินช้ากว่าเขาก็ได้ ตามวิธีที่ match เหมาะสมกับเรา แต่ถ้ายังมี FOMO อยู่ เราก็ไม่กล้า เรา Fear มาก

FOMO คำนี้ มันสะท้อนอารมณ์คนยุคนี้ชัดมาก คนรุ่นใหม่ต้อง Handle โลกใบนี้ เราจะเอาความรู้เก่าๆ มาพูดซ้ำจนตาย มันก็เปลี่ยนเขาไม่ได้ เราชอบหรือไม่ชอบก็ช่าง เขาก็ต้องเดินของเขา อยู่ดี เราไม่หยุดเดิน และเราก็ไม่ได้ไปบอกทั้งโลกว่า “มึงหยุดนะ อย่าพัฒนาเทคโนโลยีเลย”

แต่สำคัญคือ… เราคุยกันจนเขาคลิกในใจขึ้นมา แล้วเขาก็เดินของเขาเอง เพียงแค่มีเทคนิคไม่ให้เขาทุกข์ แค่นั้นเอง

ติดต่อเรา

พลาญข่อยหมู่บ้านสุขภาพ

 77 หมู่2 ต.โนนก่อ อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี 34350

E-mail : plarnkhoi@hotmail.com

โทร : 086-5309140 (คุณปุ๊ก) / 080-5519598 (คุณแก้ว)

วิธีเดินทาง
  1. การเดินทางโดยรถประจำทาง
    • บริษัท พิบูลย์ทัวร์ รถจอดช่อง 54 ขึ้นที่ขนส่งหมอชิต สายกรุงเทพฯ-ช่องเม็ก(ปลายทาง) ตั้งแต่เวลา 18.00 น.-21.00 น. โทร 02-936-0956-7
    • บริษัทนครชัยแอร์ 
      *หมายเหตุ : ลงรถที่ บขส. อุบลราชธานี แล้ว
    • ต่อรถตู้ ( ช่องทางเดินรถที่ 18 ) มาที่ช่องเม็ก
      รถออกทุกชั่วโมง ตั้งแต่ ตีห้า – ห้าโมงเย็น   ราคาประมาณ 100 บาทต่อคน
    • นั่ง TAXI มาถึง  พลาญข่อยหมู่บ้านสุขภาพ  ขอเบอร์ติดต่อรถกับเจ้าหน้าที่ของศูนย์
  1. การเดินทางโดยเครื่องบิน
  2. การเดินทางโดยรถไฟ
  3. การเดินทางโดยรถยนต์
    จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 (ถนนพหลโยธิน) ถึงสระบุรีแล้วเลี้ยวขวา
    • เข้าทางหลวงหมายเลข 2 (ถนนมิตรภาพ) ผ่านมวกเหล็ก ปากช่อง เขื่อนลำตะคอง ถึงทางแยกต่างระดับสีคิ้ว
    • เข้าทางหลวงหมายเลข 24 (ถนนสายโชคชัย-เดชอุดม) ผ่านแยกปักธงชัย-โชคชัย-หนองกี่-นางรอง-ประโคนชัย-ปราสาท-สังขะ-ขุขันธ์ เมื่อผ่านสี่แยกกันทรลักษ์.ประมาณ 10 กม.(กม.ที่330) ถึงแยกบ้านจานเลี้ยวซ้าย
    • เข้าทางหลวงหมายเลข 2085 (กันทรารมย์) ประมาณ10 กม.จากนั้นเลี้ยวขวา
    • เข้าทางหลวงหมายเลข 2178 ตรงสู่อำเภอวารินชำราบวิ่งประมาณ 40 กม. ก่อนถึงสี่แยกจะเห็นbig C  ทางซ้ายมือ ถึงสี่แยกเลี้ยวขวา (ถ้าจะเข้า อ.เมือง อุบลฯให้ตรงไป)
    • ถนนเลี่ยงเมืองหมายเลข.231 วิ่งตรงไปผ่านสี่แยกตัดถนนสกลมาร์ค ตรงไปจนถึงถนนหมายเลข.217 ข้ามสะพาน แล้วยูเทิร์นซ้าย
    • เข้าถนนหมายเลข.217 (ถนนสถิตนิมานกาล) วิ่งตรงไป ผ่าน อ.พิบูลย์มังสาหาร (สัญญานไฟจราจร)
      เลี้ยวขวา วิ่งตรงไปอีก 44 กม.ก่อนถึงช่องเม็ก 500 เมตร สังเกตทางขวามือมีสถานีตำรวจ เลี้ยวขวาไปตามป้ายบอกทาง อ.บุณฑริก 650 เมตร เลี้ยวซ้าย
    • เข้าถนนหมายเลข.2396 ตรงไป 15 กิโลเมตร จะเห็นเสาสัญญาณโทรศัพท์ทางขวามือ สังเกตุป้ายบอกทางเลี้ยวขวาเข้าศูนย์พลาญข่อย
    • เลี้ยวขวา วิ่งตามป้ายบอกทางประมาณ 7 ก.ม.ถึงศูนย์พลาญข่อย

ขับรถมาตาม  Maps Gps https://www.google.com/maps?q=15.029555,105.419379

Don Café & Cuisine

ร้านอาหารสุขภาพในบรรยากาศอบอุ่น เสิร์ฟเมนูจากครัวธรรมชาติที่ปรุงอย่างใส่ใจทุกจาน ให้ความอร่อยและสมดุลในมื้อเดียว

วิสาหกิจชุมชนพลาญข่อย

แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ภายใต้แบรนด์ Plarnkhoi Own Farm สร้างอาชีพในชุมชน ภายใต้คำขวัญ “อร่อย อิ่มบุญ เพื่อทุนการศึกษา” รายได้กลับคืนสู่มูลนิธิฯ เพื่อสนับสนุนโครงการต่าง ๆ

กิจกรรมนี้ดำเนินงานภายใต้มูลนิธิเพื่อผู้ด้อยโอกาสศูนย์พลาญข่อย โดยมีเป้าหมายเพื่อเปิดโอกาสและเสริมทักษะอาชีพให้กับเด็กนักเรียน ผ่านการเรียนรู้กระบวนการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรแบบครบวงจร ตั้งแต่การปลูก ดูแล จนถึงขั้นตอนการแปรรูป เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ที่สามารถต่อยอดเป็นทักษะอาชีพในอนาคต รายได้จากกิจกรรม จะนำกลับมาใช้เป็นทุนฝึกอาชีพและทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียนกว่า 550 คนในความดูแลของมูลนิธิฯ

Plarnkhoi Own Farm: อร่อย อิ่มบุญ เพื่อทุนการศึกษา  

แบรนด์ผลิตภัณฑ์สุขภาพจากฟาร์มของเรา  เติบโตภายใต้แนวคิด “เกษตรเพื่อชีวิต”  เราปลูกพืช  โดยไม่พึ่งพาสารเคมี  ผลผลิตมีความหลากหลายทั้ง อินทผาลัม องุ่น เมลอน กล้วย  ขนุน พริก มะนาว พืชผักสวนครัว ฯลฯ  นำมาแปรรูปเป็นขนม และ อาหาร ต่างๆ เช่น กล้วยอบกรอบ ขนุนอบกรอบ  เผือกอบกรอบ  น้ำพริกปลาดุก น้ำพริกน้ำย้อย  ปลาซิวอบกรอบ  ฯลฯ ที่ยังคงความเป็นธรรมชาติไว้ในทุกคำ ไม่แต่งเติม ไม่ใส่วัตถุกันเสีย เพื่อความอร่อย ปลอดภัย และดีต่อสุขภาพ

มาตรฐานคุณภาพระดับสากล 

  • มาตรฐาน GMP 420
  • มาตรฐานอาหารฮาลาล
  • มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน

รางวัลที่ได้รับ:

  • OTOP 5 ดาว  ปี 2565 / 2567
  • อย. ควอลิตี้ อวอร์ด  ปี 2566 – 2567
    • สถานประกอบการดีเด่น ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชน ปี 2566-2567
    • ผลิตภัณฑ์สุขภาพดีเด่นประเภทส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก
  • กล้วยน้ำว้าอบกรอบแบรกแตก ปี 2566
  • น้ำพริกน้ำย้อย ปี 2567

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่

Line : @plarnkhoiownfarm

Facebook : plarnkhoiownfarm.pk

เกษตรเพื่อชีวิต

ขบวนการผลิตอาหาร และปัจจัยพื้นฐานของชีวิต ด้วยแนวคิดเกษตรอินทรีย์ ที่เกื้อหนุนทั้งผู้ปลูก และผู้กิน เรียนรู้วิธีการปลูกผัก เลี้ยงสัตว์

การเกษตรเพื่อชีวิต เปรียบเสมือนการเปิดประตูสู่โลกอันกว้างใหญ่ไพศาล ไม่มีขอบเขตจำกัด เป็นขบวนการผลิตปัจจัยสี่ คือ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค สิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐานของมนุษย์ มิใช่ทำเพื่อธุรกิจ มิใช่ทำมาหาขาย แต่ ทำอยู่ ทำกิน ทำทาน เพื่อมรรคผล ของชีวิต ทำเพราะธรรม

ชีวิตของชาวชนบทไทยแต่ดั้งเดิม ดำรงอยู่แบบครอบครัวใหญ่ ปู่ย่าตายาย พ่อแม่ลูก พี่น้อง อยู่ร่วมกัน ช่วยกันกิน ช่วยกันอยู่ อยากกินอะไรก็ปลูก อยากอยู่อย่างไรก็สร้างเอง ตามกำลังแรง ที่ครอบครัวมี ไม่มีหนี้ ไม่มีราคา มีแต่คุณค่า ลงแรง ไม่ลงทุน ไม่มีต้นทุน ไม่มีขาดทุน ไม่มีคำว่ากำไรแต่มี ความสุขตามอัตภาพ ส่วนเกินก็เผื่อแผ่ให้ผู้ด้อยโอกาส

เกษตรเพื่อชีวิต มิใช่เพื่อธุรกิจ” คือคำเตือน เพื่อไม่ให้ระบบธุรกิจเข้ามาแทรกแซง เพราะระบบธุรกิจมีเครือข่ายโยงใย เป็นขบวนการของความแตกแยก ทำให้มนุษย์หลงทาง ละทิ้งคุณธรรม เห็นแก่ตัว ละพ่อแม่ หลงความเจริญ ยอมเป็นทาสทางเศรษฐกิจ เน้นสอนให้เป็นคนเก่ง ไม่เน้นให้เป็นคนดี เกมธุรกิจมีได้มีเสีย ผลแน่นอนไม่มี จิตใจจึงไม่สงบ ไม่ใช่ สัมมาอาชีวะ

กลับสู่ความพอเพียง เกษตรเพื่อชีวิต เป็นอาชีพสุจริต เป็นนายของตัวเอง มีอิสรเสรี มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่ฝากอนาคตไว้กับเกมตลาด หากเรายอมรับว่าไม่รู้เรื่องธุรกิจ เราก็ไม่ต้อง  เล่นเกมที่เขาจัดไว้ให้ ถึงเวลาแล้วหรือยัง… ที่จะหยุด แล้วส่องกระจกดูตัวเอง ว่า เราคือนกพันธุ์ไหน และเหมาะที่จะดำรงชีวิตอย่างไร

ศูนย์แพทย์แผนไทย

            บำบัดและดูแลร่างกายด้วยภูมิปัญญาดั้งเดิม เช่น การนวดแผนไทย การประคบสมุนไพร และยาสมุนไพรท้องถิ่น

Body Insight & Elemental Balance

            ศาสตร์แห่งการดูแล รักษา และฟื้นฟูร่างกายแบบองค์รวม ที่ผสมผสานภูมิปัญญาแพทย์  แผนไทยที่สืบทอดมาแต่โบราณ  เพราะร่างกาย…คือภาษาหนึ่งของความรู้สึก และการฟังร่างกาย ให้เป็น คือ จุดเริ่มต้นของการดูแลตัวเอง

พลาญข่อย สุตะกายา (Plarmkhoi Sutakaya)

            ศาสตร์แห่งการฟังร่างกายอย่างแท้จริง คือการกลับมารู้จักตัวเองอีกครั้ง ผ่านการสังเกต   ความเปลี่ยนแปลงภายในร่างกาย  ที่สะท้อนคลื่นของอารมณ์ ความคิด  และพลังงานภายใน เราวิเคราะห์โครงสร้างกายภาพ เพื่อเข้าใจ รากของอาการ ไม่ใช่แค่ปลายเหตุ ผสานการนวดบำบัด เข้ากับภูมิปัญญาเรื่องธาตุทั้ง๔  และการเคลื่อนไหวของพลังงานภายใน  

สมดุลชีวิตธาตุ (Elemental Life Balance)

สุขภาพที่ดีแบบองค์รวม คือ การเข้าใจแผนที่พลังงานที่เชื่อมโยงระหว่าง ร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และธรรมชาติพื้นฐานเฉพาะตัวของแต่ละคน การวิเคราะห์ธาตุเจ้าเรือน ตามหลักธาตุ๔ (ปถวี – อาโป – เตโช – วาโย)  คือ  กระบวนการค้นหา รหัสธาตุประจำตัว ซึ่งสะท้อนลักษณะ ของกาย จิต อารมณ์ และแนวโน้มของการเจ็บป่วยในระยะยาว เมื่อเข้าใจรหัสนี้ เราจะสามารถวางแผนการดูแลตนเอง ทั้งในด้านอาหาร การใช้ชีวิตตามฤดูกาล และรูปแบบการบำบัด เพื่อให้สอดคล้องกับธรรมชาติภายในของเรา

การนวดบำบัด ร่วมกับการใช้สมุนไพร เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญ เพื่อคลายพลังงาน ที่ติดค้างและไม่ไหลเวียน ช่วยปรับสมดุลของธาตุและลมปราณ ให้พลังชีวิตกลับมาไหลเวียน ได้อย่างเป็นธรรมชาติอีกครั้ง

การบูรณาการธาตุทั้ง ๔

  • การนวดสุตะกายา
    ศาสตร์การนวดที่ผสมผสานภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย เข้ากับศาสตร์การสัมผัสพลังงาน ช่วยปรับพลังธาตุ พลังลมปราณให้สมดุล เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และปลุกพลังงานชีวิต
  • เตโชบำบัดสุตะกายา
    ฟื้นพลังไฟในกาย คลายลึกถึงเส้นพลังงาน การบำบัดด้วยความร้อน ผ่านแคร่ไม้ไผ่ ปูด้วยใบพลับพลึง ฤทธิ์ของตัวยาจะซึมผ่านผิวหนัง กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ช่วยฟื้นฟูสมดุลธาตุทั้ง ๔ และปลุกพลังงานชีวิตให้กลับมาไหลเวียนอย่างอิสระ
  • ธาราบำบัดสุตะกายา
    เยียวยาด้วยมวลน้ำสมุนไพร เสริมการปลดปล่อยพลังงานที่ค้างในร่างกาย การบำบัดด้วยความร้อน สลับกับความเย็น ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ให้ร่างกายผ่อนคลาย ลดความร้อนภายใน และความอ่อนล้าทางใจ ช่วยคลี่คลายพลังงานสะสมในระดับเซลล์
  • วารีบำบัดสุตะกายา
    ปลุกลมปราณด้วยไอสมุนไพรสด เสริมพลังชีวิตหมุนเวียนใหม่ เป็นการบำบัดโดยใช้  ไอน้ำร้อนจากสมุนไพร ให้ซึมซาบผ่านรูขุมขน ขับเหงื่อ และของเสียออกจากร่างกาย ฟื้นฟูการไหลเวียนของโลหิต และลมปราณ ผ่านการสัมผัสและรับกลิ่น ช่วยคืนสมดุลธาตุ และกาย จิต และอารมณ์
โปรแกรมชีวิตฟิตเนส

ที่ไม่ใช่แค่การดูแลร่างกาย แต่คือการสร้างความสมดุลให้ทุกมิติของชีวิต ร่างกายแข็งแรง จิตใจมั่นคง อารมณ์ที่เป็นกลาง

Fit Body – Firm Mind – Strong Spirit – For Better Life

Life Fitness.. Fitness Life

คุณคือใคร? คุณมาจากไหน? แล้วจะไปไหน?

ชีวิตในโลกที่หมุนเร็วจนแทบหยุดหายใจ หลายคนใช้ชีวิตตามบทบาท และความคาดหวังของสังคม มากกว่าที่จะฟังเสียงจริงจากภายใน เรามีข้อมูลเต็มหัว แต่ไม่รู้จัก “ตัวเอง” เรารู้ว่าต้องสำเร็จ ต้องเก่ง แต่ไม่รู้ว่า… เพื่ออะไร

ความรู้สึกหลงทางในโลกที่ “มีทุกอย่าง” แต่กลับ “ว่างเปล่า” เกิดขึ้นเพราะเราไม่เคยให้ใจได้พัก   ได้หยุดคิด และไม่ได้รับอนุญาตให้เผชิญความเปราะบางของตัวเองอย่างแท้จริง

เราแบกความคาดหวังของคนอื่นไว้ เราใช้ชีวิตผ่านสายตาคนอื่น จนเสียงของตัวเองกลายเป็นเสียงเล็ก ๆ ความกลัว ความเหงา และความเจ็บปวด ทำให้เราเลือกวิ่งหนีความรู้สึกจริง ด้วยสิ่งกระตุ้นภายนอก เช่น งาน ความสำเร็จ หรือความสัมพันธ์

ชีวิตเร่งรีบเกินกว่าจะฟังใจ ไม่มี “พื้นที่ว่าง” ให้ตัวเอง หลายคนจึงรู้สึกหลงทาง ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน และไม่รู้ว่าจะไปต่ออย่างไร

ในความสับสนนี้ เรามักตามหา…

  • สูตรสำเร็จที่ง่ายและเร็ว
  • แรงบันดาลใจจากภายนอก
  • การเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม
  • ความสงบโดยไม่ต้องเผชิญความเจ็บปวดภายใน

แต่สิ่งที่แท้จริงไม่ใช่คำตอบจากภายนอก… มันคือการหยุด  แล้วฟังเสียงภายใน

 

Life Fitness – Fitness Life  นี่ไม่ใช่แค่การออกกำลังกายทั่วไป ที่ดูแลเพียงแค่ร่างกาย
แต่คือการฟื้นฟูทั้งร่างกาย จิตใจ และอารมณ์  เพื่อให้เรารับมือกับความเปราะบางของชีวิตได้      อย่างมั่นคง  ฝึกใจให้สงบพอ… ที่จะอยู่กับความไม่แน่นอนได้อย่างไม่หวั่นไหว   ปลดปล่อยความเครียดที่สะสมในร่างกาย และคืนสมดุลให้กาย ใจ และจิตวิญญาณ

Fit Body – Firm Mind – Strong Spirit – For Better Life

 

แนวทาง  Life Fitness.. Fitness Life

เครื่องมือสำหรับการเดินทาง กลับสู่ธรรมชาติของตัวเอง ผ่านการผสมผสานแนวคิดแบบองค์รวม   ที่ช่วยคืนสมดุลให้ร่างกาย จิตใจ และอารมณ์

ปลดปล่อยร่างกาย ความตึงเครียด คือพลังงานที่ถูกกดทับ การปล่อยให้ร่างกายได้สั่น  ได้สะเทือน คือการคืนพื้นที่ให้ชีวิตได้ไหลเวียนอีกครั้ง

เสียง — ประตูแห่งการตื่นรู้ เสียงไม่ใช่แค่สิ่งให้ฟัง แต่คือคลื่นที่เปิดประตูไปสู่ความรู้สึกลึก ๆ
เมื่อคุณฟังด้วยใจ ดนตรีจะพาคุณกลับไปหาตัวตนเดิม ที่เคยเชื่อมโยงกับโลกนี้อย่างอิสระ

พลังงาน คือ สนามแห่งความจำได้   ชีวิตไม่ได้ต้องการการซ่อมแซม  แต่มันแค่ต้องการ          “การระลึก” ว่า  เราเคยเป็นใคร

Dancerciseการเคลื่อนไหวแห่งอิสรภาพ  เมื่อไม่มีนักเต้น เหลือเพียงการเต้น… การเคลื่อนไหวที่ไม่มีกรอบ ไม่มีรูปแบบ ปลดปล่อย เพื่อให้ร่างกาย จิตใจ กลับมาเป็นหนึ่งเดียวกัน

Shake Up Your Mind  ความคิดไม่ใช่ศัตรู แต่ถ้าคุณไม่เขย่ามัน มันจะวนซ้ำ
การสั่นสะเทือนภายใน คือการปลุกให้ตื่น สิ่งที่ชัดเจนจะเผยตัวขึ้นมาเอง


เครื่องมือ Life Fitness.. Fitness Life

  • Life Preparation : เตรียมพร้อมรางกาย จิตใจ อารมณ์
    ปลุกร่างกาย และจิตใจให้ตื่นขึ้น ผ่านการเคลื่อนไหวที่ไร้รูปแบบ  ปล่อยให้แรงสั่นสะเทือนจากภายใน ค่อย ๆ เคลื่อนผ่านร่างกาย ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ จากความตึงเครียดที่สะสมไว้  เปิดทางให้อารมณ์ที่ถูกเก็บซ่อนไหลออกมา คืนอิสรภาพให้กับจิต ปลดปล่อยจากพันธนาการทั้งปวง
  • Inner Journey : ค้นหาตัวเอง
    เตรียมตัว และเครื่องมือใจให้พร้อม ปลุกสมาธิและสติที่ซ่อนอยู่ในตัว ผ่านอิริยาบถ 4 อย่าง —   ยืน เดิน นั่ง นอน ไม่มีเสียงดนตรี มีแค่การอยู่กับร่างกาย และลมหายใจในความเงียบ แม้ความคิด จะยังวิ่งวน อารมณ์จะยังเกิดขึ้น  แต่ไม่ต้องเข้าไปยุ่ง แค่เฝ้าดูสิ่งที่เกิด และดับลง  แล้วความจริง     จะค่อยๆ ปรากฏ  คำถามก็จะกลับมา… พร้อมหรือยัง ที่จะค้นหาตัวเอง?
  • Mind Spinning Power : จิตในจิต  
    เสียงดนตรีพาคุณเข้าสู่แรงหมุนวนภายใน ไหลลึกลงสู่..จิตใต้สำนึก ดึงเอาอารมณ์ที่เก็บกดสะสมไว้ออกมา ร่างกายเริ่มเคลื่อนไหว หมุนวนไปตามจังหวะ แสดงออกผ่านท่าทาง ที่ช่วยปรับสมดุล ทั้งกายและใจ ไม่ต้องคิด ไม่ต้องตัดสิน แค่ปล่อยให้ธรรมชาติของตัวเอง ได้แสดงออกอย่างเต็มที่

    นี่คือการปลดปล่อยจากข้างในสู่ข้างนอก — inside out

  • Shake and Dance : นานาจิตตัง
    การเคลื่อนไหวที่เร็วพอ… ไม่มีที่ให้ความคิดและอารมณ์แทรกได้   จิตถูกดึงกลับมาอยู่กับปัจจุบันอย่างเต็มที่ นี่ไม่ใช่แค่การเต้น  แต่มันคือการปลดปล่อย  สิ่งที่กดพลังชีวิตไว้ไม่ให้ไหล  ร่างกาย     เริ่มฟื้น ใจเริ่มโปร่ง และชีวิต…ก็กลับมามีพลัง และสมดุลอีกครั้ง


Easy . Happy . Freedom 

ง่าย ทำได้ทุกที่ ทุกเวลา . สุขในทุกการทำ .  คืนอิสระภาพให้กับจิต


Plarnkhoi Health Village  

ที่นี่ไม่ได้เปลี่ยนคุณ แต่เปิดพื้นที่ให้คุณได้เห็นตัวเองชัดขึ้น

คุณอาจไม่ได้กลับไปพร้อมคำตอบ แต่อาจกลับไปพร้อมใจที่เบาขึ้น และอยู่กับชีวิตได้ง่ายกว่าเดิม